ประเมินสถานศึกษารอบ 3 อุดมฯดี - สพฐ.ตกกว่า 2 พัน

       สมศ.เผยผลประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษารอบสาม อาชีวะ รัฐ-เอกชน'179 แห่ง ผ่านฉลุย 106 แห่งระดับอุดมศึกษาเสร็จแล้ว47 สถาบัน รับรองมาตรฐาน45 แห่ง ผ่านแบบมีเงื่อนไข2 แห่ง
          เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นาย ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)เปิดเผยผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม(พ.ศ.2554-2558) ประจำปีงบประมาณ 2554 ว่าในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสถานศึกษาที่เข้ารับการประเมิน 7,985 แห่ง จากจำนวนสถานศึกษาทั้งหมดที่จะต้องประเมินในรอบสามจำนวน 34,404 แห่ง แบ่งเป็นสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) 422 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)191 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 7,042 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 2 แห่ง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 328 แห่ง โดยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับดีมาก จำนวน 333 แห่ง คิดเป็น 4.17% ระดับดี 5,357 แห่ง คิดเป็น 67.09% และไม่รับรองมาตรฐาน 2,295 แห่งคิดเป็น 28.74%
          นาย ชาญณรงค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาผลการประเมินเป็นรายตัวบ่งชี้ พบว่าสถานศึกษาได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นมากกว่า 90%ยกเว้นตัวบ่งชี้ที่ 5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน มีสถานศึกษาได้ผลการประเมินระดับดีขึ้นเพียง 1,466 แห่ง คิดเป็น 18.36% โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สถานศึกษามีผลการประเมินต่ำกว่าระดับดี คือครูไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงสาขาขาดสื่ออุปกรณ์ เป็นต้น
          นาย ชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า เมื่อวิเคราะห์ผลการประเมินตามสังกัดของสถานศึกษาพบว่าสถานศึกษาสังกัด สกอ.มีผลการประเมินอยู่ในระดับ "ดีมาก" มากที่สุดจำนวน 2 แห่ง คิดเป็น 100% รองลงมาได้แก่ สช. 15 แห่ง คิดเป็น 7.85%, กทม. 27 แห่ง คิดเป็น 6.40%, สพฐ. 288 แห่ง คิดเป็น4.09% และสังกัด อปท. 1 แห่ง คิดเป็น 0.31%ส่วนระดับคุณภาพ "ดี" พบว่าสถานศึกษาสังกัดกทม.อยู่ในระดับดีจำนวนมากที่สุด 353 แห่ง คิดเป็น 83.65% รองลงมา ได้แก่ สช. 149 แห่ง คิดเป็น 78.01%, อปท. 220 แห่ง คิดเป็น 67.07%และ สพฐ. 4,635 แห่ง คิดเป็น 65.82%
          ผู้อำนวยการ สมศ.กล่าวว่า สำหรับสถานศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน พบว่าสถานศึกษาสังกัด อปท.ไม่ได้รับการรับรองจำนวน 107 แห่ง คิดเป็น 32.62% รองลงมา ได้แก่ สพฐ.2,119 แห่ง คิดเป็น 30.09% สช. 27 แห่ง คิดเป็น14.14% และ กทม. 42 แห่ง คิดเป็น 9.95% ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์ตามภูมิภาคของสถานศึกษาพบว่าสถานศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาภาคตะวันออก และภาคใต้
          "การประเมินครั้งนี้โรงเรียนที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กและเมื่อวิเคราะห์ผลการประเมินรอบสามเทียบกับรอบสองและรอบแรก พบว่าโรงเรียนในสังกัดสพฐ.มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่เมื่อดูในภาพรวมทุกสังกัดแล้วพบว่ามีโรงเรียนที่ไม่มีพัฒนาการหรือมีคะแนนประเมินลดลง 4,962 แห่ง คิดเป็น62.24% โรงเรียนที่มีพัฒนาการคงที่ 2,155 แห่งคิดเป็น 27.03% และโรงเรียนที่มีพัฒนาการดีขึ้น855 แห่ง คิดเป็น 10.73% อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ สมศ.ต้องเข้าไปดูโรงเรียนที่ไม่มีพัฒนาการว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะหากไม่เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดเกรงว่าการประเมินรอบต่อไปคะแนนอาจจะลดลงไปอีก" นาย ชาญณรงค์ กล่าว
          ผู้อำนวยการ สมศ.กล่าวด้วยว่า สำหรับผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามด้านการศึกษาอาชีวศึกษา มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชนได้รับการประเมินในปีนี้ 179 แห่ง จากทั้งหมดที่ต้องประเมินในรอบสาม จำนวน 807 แห่ง พบว่าสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐ 108 แห่ง ที่รับการประเมิน ได้รับการรับรองมาตรฐานจำนวน 75 แห่ง ได้รับการรับรองแบบมีเงื่อนไข28 แห่ง และไม่รับรอง 5 แห่ง และในจำนวนสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่ผ่านการประเมินมีเพียง14 แห่ง ที่อยู่ในระดับดีมาก และระดับดี 61 แห่งส่วนสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน 71 แห่ง ได้รับการรับรอง 31 แห่ง ได้รับการรับรองแบบมีเงื่อนไข25 แห่ง และไม่รับรอง 15 แห่ง
          "ส่วนผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามระดับอุดมศึกษา มีสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการประเมิน 72 แห่ง 703 คณะวิชา ขณะนี้ประเมินเสร็จแล้ว 47 แห่ง พบว่าได้รับการรับรองมาตรฐาน 45 แห่ง และผ่านการรับรองแบบมีเงื่อนไข 2 แห่ง โดยสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏและสถาบันเฉพาะทาง ได้รับการรับรองทั้งหมดส่วนสถาบันอุดมศึกษาเอกชน รับการประเมิน 17 แห่ง ได้รับการรับรอง 15 แห่ง และรับรองแบบมีเงื่อนไข 2 แห่ง โดยสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการรับรองระดับดีมาก ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต"นายชาญณรงค์กล่าว.

Comments